วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554





เขตุรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤไน เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตั้งอยู่ในใจกลาง ของพื้นที่ป่าผืนใหญ่ ซึ่งเป็นรอยต่อ5จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีน ชลบุรี และจันทบุรี อันเป็นป่าสมบูรณ์ของทางภาคตะวันออก มีพื้นที่ป่าปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธารของแม่น้ำบางประกง สิ่งที่น่าสนใจของสถานที่คือสัตว์ป่าต่างๆ เช่นช้างป่า กระทิง เสือ เป็นต้นและนอกจากสัตว์ป่ายังมีสภาพแวดล้อมที่สวยงามเหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงอนัรักษ์ หรืพักค้างแรม

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มหกรรมปั้นทรายโลก จ ฉะเชิงเทรา












มหกรรมปั้นทรายโลกจัดขึ้นเพื่อ เฉลิมฉลองในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ซึ่งได้รวบรวมนักปั้นจากทั่วโลกกว่า70คนรวมทั้งประเทศไทย ร่วมจัดแสดงในงานนี้



วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554



ขบวนแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำ
หลวงพ่อโสธร คือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองฉะเชิงเทรามาเป็นเวลาช้านาน ตามตำนานเหล่าว่า มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สามองค์ลอยตามน้ำผ่านเมืองปราจีนบุรีมาผุดที่ตำบลสัมปทวน อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวบ้านนำเชือกมามัดเพื่อฉุดลากขึ้น แต่ไม่สามารถนำขึ้นจากน้ำ พระพุทธรูปองค์ใหญ่จึงลอยไปตามกระแสน้ำแล้วผุดขึ้นจากน้ำที่วัดแหลมใต้ จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ วัดแหลมใต้ องค์เล็กผุดขึ้นที่คลองใกล้วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ วัดบางพลี ส่วนองค์กลางผุดขึ้นที่วัดโสธร ชาวบ้านช่วยกันฉุดขึ้นแต่ไม่สำเร็จ อาจารย์ท่านหนึ่งมาทำพิธีบวงสรวงและนำสายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์จึงสามารถอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นประดิษฐาน ณ วัดโสธร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทราได้สำเร็จ
งานนมัสการหลวงพ่อโสธรกลางเดือน 12 นั้น เป็นวันทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์และปลุกเสกพระเครื่องของหลวงพ่อและเครื่องรางของขลัง เสร็จแล้วทำพิธีเปิดงานในวันรุ่งขึ้น มีการจัดขบวนแห่หลวงพ่อโสธรจำลองทั้งทางบกและทางน้ำ จัดงานเป็นเวลา 5 วัน 5 คืนที่มา http://sawasdee-padriew.com/board/index.php?topic=1226.new
มีการจัดขบวนแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำเพื่อให้ประชาชนสองฟากฝั่งแม่น้ำบางปะกงได้สักการะบูชาหลวงพ่อพุทธโสธร โดยในแต่ละปีขบวนแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำจะเริ่มต้นจากหน้าวัดโสธรวรารามไปยังอำเภอบ้านโพธิ์เท่านั้น แต่ในปี 2552 เป็นปีแรกที่ขบวนแห่หลวงพ่อโสธรมาถึงอำเภอบางปะกง ประชาชนในบริเวณอำเภอบางปะกงได้หลั่งไหลมานมัสการองค์หลวงพ่อโสธรจำลองกันอย่างเนื่องแน่น
ภาพถ่ายด้านล่างเป็นภาพขบวนแห่หลวงพ่อโสธร ซึ่งเมื่อมาถึงอำเภอบางปะกง เรือที่ร่วมขบวนแห่จากอำเภอต่าง ๆ หลายลำไม่ได้ล่องมาถึงอำเภอบางปะกง แต่กระนั้นภาพความยิ่งใหญ่ของขบวนแห่ทางน้ำก็ยังติดตาตรึงใจประชาชนสองฝากฝั่งลำน้ำบางปะกงอยู่ไม่รู้ลืม

แม่น้ำบางประกง




แม่น้ำบางปะกง, ฉะเชิงเทรา
แม่น้ำบางปะกง
ลำน้ำบางปะกงมีต้นกำเนิดจากทิวเขาสันกำแพงบนที่ราบสูงโคราช ไหลผ่านจังหวัดปราจีนบุรี (เรียกว่าแม่น้ำปราจีนบุรี) ผ่านอำเภอบางน้ำเปรี้ยว (เรียกว่าแม่น้ำแปดริ้ว) ผ่านอำเภอบางคล้า อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา และออกสู่อ่าวไทยที่อำเภอบางปะกง ระยะทาง 230 กิโลเมตร การท่องเที่ยวทางเรือในลำน้ำบางปะกง เริ่มจากตัวเมืองฉะเชิงเทราเพื่อชมธรรมชาติ สองฝั่งน้ำชมบ้านเรือน ซึ่งยังคงสภาพความเป็นอยู่อย่างไทย ผ่านสถานที่น่าสนใจ เช่น อาคารตำหนักกรมขุนมรุพงษ์ศิริวัฒน์ ป้อมและกำแพงเมืองโบราณ อาคารศาลากลางหลังเก่า กลุ่มเรือนแพสมัยเก่า วัดวาอาราม ทั้งวัดไทย จีน ฝรั่ง เช่น วัดเมือง วัดสัมปทวน วัดแหลมใต้ วัดสายชล วัดเซ็นต์ปอล ไปขึ้นฝั่งที่วัดโพธิ์บางคล้า เพื่อชมค้างคาวแม่ไก่ ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง สามารถติดต่อเช่าเรือได้ที่ท่าน้ำวัดโสธรวรารามวรวิหาร หรือที่ท่าน้ำหน้าตลาดในตัวเมือง มีทั้งเรือหางยาวจุคนได้ 8-10 คน เรือสำราญจุคนได้ 40 คน อัตราค่าเช่าเรือตามแต่จะตกลงกันตามจำนวนผู้โดยสารและระยะทาง



--------------------------------------------------

ประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลาม

ประวัติความเป็นมาของประเพณี “ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม”ของชุมชนหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา
ความเป็นมาประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลามของชาวชุมชนหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว เป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งอพยพมาจากเวียงจันทน์ สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ชาวลาวเวียง” ปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
“บุญข้าวหลาม” เป็นประเพณีการทำบุญถวายข้าวหลาม ขนมจีนน้ำยาป่า แด่พระภิกษุสงฆ์วัดหนองบัว วัดหนองแหน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอพนมสารคาม เหตุที่ถวายข้าวหลามนั้น อาจเป็นเพราะเดือน ๓ เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา จึงนำข้าวอันเป็นพืชหลักของตนที่ได้จากการเก็บเกี่ยวครั้งแรก ซึ่งเรียกว่าข้าวใหม่ มีกลิ่นหอม น่ารับประทานมาก นำมาทำเป็นอาหารโดยใช้ไม้ไผ่สีสุกเป็นวัสดุประกอบในการเผา เพื่อทำให้ข้าวสุก เรียกว่า “ข้าวหลาม” เพื่อนำไปถวายพระภิกษุ
การเผาข้าวหลาม ชาวบ้านจะเริ่มเผาในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ โดยชาวบ้านจะออกไปหาไม้ไผ่ ซึ่งมีอยู่มากในหมู่บ้าน มาทำกระบอกข้าวหลาม ซึ่งจะต้องเลือกลำไผ่ที่ไม่แก่ หรืออ่อนมากเกินไปไม่มีตามด เพราะตามดจะทำให้มีกลิ่นเหม็น และไม่มีเยื่อ ทำให้ข้าวติดกระบอก ความยาวของปล้องไม้ไผ่ห่างพอควร ยาวประมาณ ๑๘ นิ้ว นำไม้ไผ่ทั้งลำมาตัด หรือเลื่อยเป็นท่อน ๆ โดยมีข้อต่อที่ก้นกระบอก จากนั้นนำ ”ข้าวเหนียว” ที่มีกะทิผสมเรียบร้อยแล้ว ใส่กระบอกนำไปเผาไฟที่ลานบ้าน โดยขุดดินเป็นรางตื้น ๆ เป็นที่ตั้งกระบอกข้าวหลาม ส่วน ๒ ด้านของกระบอกข้าวหลาม ก่อกองไฟขนานไปกับข้าวหลาม บางบ้านใช้ต้นไม้ที่ตายแล้วทั้งต้นมาเป็นเชื้อเพลิง เช้าวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ชาวบ้านจะนำข้าวหลาม จนมจีนไปทำบุญที่วัด
การทำบุญข้าวหลามของชาว ”ลาวเวียง” ยังคงทำกันตามประเพณีดั้งเดิม และผสมผสานกับประเพณีไทยก็คือ การปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลองที่วัดเขาดงยาง (วัดสุวรรณคีรี) เขตตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา กลางเดือน ๓ ชาวบ้าน “ลาวเวียง” ซึ่งอยู่ห่างจากวัดดงยาง ประมาณ ๔ – ๖ กิโลเมตร ต้องเดินทางด้วยเท้าไปปิดทอง โดยใช้เส้นทางผ่านบ้านหัวสำโรง ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว ซึ่งมีชาวไทยเชื้อสายเขมร ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นจำนวนมาก ประเพณี บุญข้าวหลาม จึงแพร่หลายสู่บ้านหัวสำโรง และรับเป็นประเพณีของชนกลุ่มตน เป็นประเพณี “ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม” ของชาวชุมชนหัวสำโรง ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา มาจนถึงทุกวันนี้

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ตลาดบ้านใหม่









ตลาดบ้านใหม่ ตลาดที่มีอายุมากกว่า 100 ปี เป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทราที่มีวิถีชีวิตเดิมที่โดดเด่นที่แตกต่างจากชุมชนอื่น ๆ นั้นคือ บ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์เก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสถานที่ถ่ายภาพยนต์และละครย้อนยุคของชุมชนชาวจีน เช่น อยู่กับก๋ง นางนาค เจ้าสัวสยาม ร้านขายของและร้านอาหารที่มีความหลากหลาย เป็นที่รวบรวมอาหารรสเด็ดของแปดริ้ว ทั้งอาหารจีน อาหารไทย มีร้านกาแฟโบราณรสชาติเข้มข้นหอมหวาน เป็นที่รวบรวมของฝากที่ต้องแวะซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน

วัดโพธิ์ บางคล้า






วัดโพธิ์บางคล้า
ประวัติความเป็นมา

สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2310 - 2325 สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นศิลปสมัยรัตนโกสินทร์กับอยุธยา รูปทรงจตุรมุ ก่ออิฐฉาบปูน หลังคาจั่วมุงด้วยกระเบื้องเกร็ดเต่าทำจากดินเผา มีหน้าต่างหนึ่งช่อง มีประตูสองช่องเหนือขอบประตูสองด้าน ประดับด้วยถ้วยชามสังคโลกเรียงกันเป็นรูปทรงกลม หน้าจั่วเป็นพื้นเรียบ กระเบื้องชายหลังคาเชื่อมด้วยปูน ตัววิหารมีกำแพงล้อมรอบพร้อมมุงหลังคา และมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยทำด้วยปูน ประดิษฐานไว้โดยรอบจำนวน 8 องค์ ส่วนภายในวิหารมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ 1 องค์ ต่อมาหลังคมวิหารและกำแพงได้ชำรุดและพังลง


ในปี พ.ศ. 2485 มีผู้ใจบุญได้ซ่อมหลังคาใหม่ โดยมุงด้วยกระเบื้องเกล็ดเต่าเคลือบสี หน้าบันจั่วทิศตะวันตก เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ประดับด้วยลายเครือเถาหน้าบัน จั่วด้านประตูปั้นเป็นรูปดอกบัว 5 ดอก ประดับแจกัน หลังคาประดับด้วยช่อฟ้ารูปหัวพญานาค มีใบระกา และต่อมาหลังคาและนาคปั้นก็พัง เกิดความชำรุดเสียหายอีก ทางอำเภอบางคล้าได้ร่วมกับประชาชนบริจาคทรัพย์เพื่อช่วยซ่อมแซมขึ้นในปี พ.ศ. 2541 เป็นการอนุรักษ์ของเดิมเอาไว้เพื่อเป็นมรดกของชาติ โดยได้ทำการซ่อมหลังคาโครงสร้างใหม่หมด ตั้งเสาเสริมความเข้มแข็ง 4 ด้าน รวม 8 ด้าน ฉาบผนังภายในโดยก่ออิฐฉาบปูนทุกด้าน เปลี่ยนฝ้าเพดาน เปลี่ยนโคมไฟ ปูพื้นใหม่ด้วยหินอ่อน และปูศิลาแลงโดยรอบวิหารทั้ง 4 ด้าน และทางวัดได้ดำเนินการประดับตกแต่งเครื่องบนตัวนาคและลวดลายหน้าบัน เพื่อทรงคุณค่าทางศิลปกรรมและมรดกทางวัฒนธรรม

จุดน่าสนใจ
วัดโพธิ์บางคล้า เป็นวัดที่มีค้างคาวแม่ไก่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ค้างคาวแม่ไก่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่บินได้ มีลักษณะหน้าตาคล้ายสุนัขจิ้งจอก จมูก ใบหูเล็ก ตาโต ขนสีน้ำตาลแกมแดง ปีกสีดำเป็นพังผืดบาง ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างนิ้ว นิ้วของค้างคาวจะยาวเกือบเท่าความยาวของลำตัว มีนิ้วหัวแม่มือสั้นกว่านิ้วอื่น ๆ เล็บหัวแม่มือแหลมคม และโค้งได้อย่างเล็บเหยี่ยวมีไว้สำหรับจับหรือยึดกิ่งไม้ โตเต็มที่เวลากางปีกจะยาวประมาณ 3 ฟุต ออกลูกครั้งละ 1 ตัว เวลานอนจะห้อยหัวลง และจะนอนในเวลากลางวัน พอพลบค่ำจะออกหากินตามป่า ตามสวน อาหารที่ชอบมาก ได้แก่ ลูกและใบอ่อนของต้นไทร ต้นโพธิ์ ต้นนุ่น และผลมะม่วงแก่ ฝรั่งแก่ ฯลฯ โดยกัดเคี้ยวและกลืนเฉพาะน้ำ ส่วนกากจะคายทิ้ง จึงทำให้มีการถ่ายมูลเป็นของเหลว พอรุ่งสว่างจะบินกลับมาที่เดิม โดยอยู่เป็นกลุ่มเฉพาะบริเวณวัดโพธิ์ ไม่ว่าแดดจะร้อนจัด หรือฝนตกก็จะไม่หลบหนีไปไหน
ค้างคาวเหล่านี้อาศัยอยู่ในวัดโพธิ์มาเป็นเวลานานแล้ว ไม่มีผู้บันทึกไว้ชัดเจน ตั้งแต่ในเมื่อสมัยพระครูสุตาลงกตเป็นเจ้าอาวาสระหว่างปี พ.ศ. 2573 - 2509 ซึ่งท่านเป็นพระที่มีเมตตาธรรมต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำให้วัดโพธิ์มีค้างคาวนับแสนตัวมาอาศัยเกาะต้นไม้ในบริเวณวัด โดยไม่อพยพไปอยู่ที่ไหน
เรื่องแปลกเกี่ยวกับค้างคาวที่อาศัยอยู่บริเวณวัดซึ่งเล่าขานต่อกันมา เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2498 ที่มีการฝังลูกนิมิต ปรากฎว่าค้างคาวได้บินไปจากวัดนานถึง 7 วัน เมื่อเสร็จงานแล้วจึงได้บินกลับมาอาศัยอยู่ดังเดิม และเมื่อพระครูสุตาลงกต มรณภาพเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2509 ค้างคาวได้ตกลงมาตายเป็นจำนวนมากมายราวกับค้างคาวสามารถรับรู้ได้ ซึ่งนับเป็นความประหลาดยิ่ง