วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554



ขบวนแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำ
หลวงพ่อโสธร คือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองฉะเชิงเทรามาเป็นเวลาช้านาน ตามตำนานเหล่าว่า มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สามองค์ลอยตามน้ำผ่านเมืองปราจีนบุรีมาผุดที่ตำบลสัมปทวน อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวบ้านนำเชือกมามัดเพื่อฉุดลากขึ้น แต่ไม่สามารถนำขึ้นจากน้ำ พระพุทธรูปองค์ใหญ่จึงลอยไปตามกระแสน้ำแล้วผุดขึ้นจากน้ำที่วัดแหลมใต้ จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ วัดแหลมใต้ องค์เล็กผุดขึ้นที่คลองใกล้วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ วัดบางพลี ส่วนองค์กลางผุดขึ้นที่วัดโสธร ชาวบ้านช่วยกันฉุดขึ้นแต่ไม่สำเร็จ อาจารย์ท่านหนึ่งมาทำพิธีบวงสรวงและนำสายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์จึงสามารถอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นประดิษฐาน ณ วัดโสธร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทราได้สำเร็จ
งานนมัสการหลวงพ่อโสธรกลางเดือน 12 นั้น เป็นวันทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์และปลุกเสกพระเครื่องของหลวงพ่อและเครื่องรางของขลัง เสร็จแล้วทำพิธีเปิดงานในวันรุ่งขึ้น มีการจัดขบวนแห่หลวงพ่อโสธรจำลองทั้งทางบกและทางน้ำ จัดงานเป็นเวลา 5 วัน 5 คืนที่มา http://sawasdee-padriew.com/board/index.php?topic=1226.new
มีการจัดขบวนแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำเพื่อให้ประชาชนสองฟากฝั่งแม่น้ำบางปะกงได้สักการะบูชาหลวงพ่อพุทธโสธร โดยในแต่ละปีขบวนแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำจะเริ่มต้นจากหน้าวัดโสธรวรารามไปยังอำเภอบ้านโพธิ์เท่านั้น แต่ในปี 2552 เป็นปีแรกที่ขบวนแห่หลวงพ่อโสธรมาถึงอำเภอบางปะกง ประชาชนในบริเวณอำเภอบางปะกงได้หลั่งไหลมานมัสการองค์หลวงพ่อโสธรจำลองกันอย่างเนื่องแน่น
ภาพถ่ายด้านล่างเป็นภาพขบวนแห่หลวงพ่อโสธร ซึ่งเมื่อมาถึงอำเภอบางปะกง เรือที่ร่วมขบวนแห่จากอำเภอต่าง ๆ หลายลำไม่ได้ล่องมาถึงอำเภอบางปะกง แต่กระนั้นภาพความยิ่งใหญ่ของขบวนแห่ทางน้ำก็ยังติดตาตรึงใจประชาชนสองฝากฝั่งลำน้ำบางปะกงอยู่ไม่รู้ลืม

แม่น้ำบางประกง




แม่น้ำบางปะกง, ฉะเชิงเทรา
แม่น้ำบางปะกง
ลำน้ำบางปะกงมีต้นกำเนิดจากทิวเขาสันกำแพงบนที่ราบสูงโคราช ไหลผ่านจังหวัดปราจีนบุรี (เรียกว่าแม่น้ำปราจีนบุรี) ผ่านอำเภอบางน้ำเปรี้ยว (เรียกว่าแม่น้ำแปดริ้ว) ผ่านอำเภอบางคล้า อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา และออกสู่อ่าวไทยที่อำเภอบางปะกง ระยะทาง 230 กิโลเมตร การท่องเที่ยวทางเรือในลำน้ำบางปะกง เริ่มจากตัวเมืองฉะเชิงเทราเพื่อชมธรรมชาติ สองฝั่งน้ำชมบ้านเรือน ซึ่งยังคงสภาพความเป็นอยู่อย่างไทย ผ่านสถานที่น่าสนใจ เช่น อาคารตำหนักกรมขุนมรุพงษ์ศิริวัฒน์ ป้อมและกำแพงเมืองโบราณ อาคารศาลากลางหลังเก่า กลุ่มเรือนแพสมัยเก่า วัดวาอาราม ทั้งวัดไทย จีน ฝรั่ง เช่น วัดเมือง วัดสัมปทวน วัดแหลมใต้ วัดสายชล วัดเซ็นต์ปอล ไปขึ้นฝั่งที่วัดโพธิ์บางคล้า เพื่อชมค้างคาวแม่ไก่ ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง สามารถติดต่อเช่าเรือได้ที่ท่าน้ำวัดโสธรวรารามวรวิหาร หรือที่ท่าน้ำหน้าตลาดในตัวเมือง มีทั้งเรือหางยาวจุคนได้ 8-10 คน เรือสำราญจุคนได้ 40 คน อัตราค่าเช่าเรือตามแต่จะตกลงกันตามจำนวนผู้โดยสารและระยะทาง



--------------------------------------------------

ประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลาม

ประวัติความเป็นมาของประเพณี “ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม”ของชุมชนหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา
ความเป็นมาประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลามของชาวชุมชนหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว เป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งอพยพมาจากเวียงจันทน์ สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ชาวลาวเวียง” ปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
“บุญข้าวหลาม” เป็นประเพณีการทำบุญถวายข้าวหลาม ขนมจีนน้ำยาป่า แด่พระภิกษุสงฆ์วัดหนองบัว วัดหนองแหน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอพนมสารคาม เหตุที่ถวายข้าวหลามนั้น อาจเป็นเพราะเดือน ๓ เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา จึงนำข้าวอันเป็นพืชหลักของตนที่ได้จากการเก็บเกี่ยวครั้งแรก ซึ่งเรียกว่าข้าวใหม่ มีกลิ่นหอม น่ารับประทานมาก นำมาทำเป็นอาหารโดยใช้ไม้ไผ่สีสุกเป็นวัสดุประกอบในการเผา เพื่อทำให้ข้าวสุก เรียกว่า “ข้าวหลาม” เพื่อนำไปถวายพระภิกษุ
การเผาข้าวหลาม ชาวบ้านจะเริ่มเผาในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ โดยชาวบ้านจะออกไปหาไม้ไผ่ ซึ่งมีอยู่มากในหมู่บ้าน มาทำกระบอกข้าวหลาม ซึ่งจะต้องเลือกลำไผ่ที่ไม่แก่ หรืออ่อนมากเกินไปไม่มีตามด เพราะตามดจะทำให้มีกลิ่นเหม็น และไม่มีเยื่อ ทำให้ข้าวติดกระบอก ความยาวของปล้องไม้ไผ่ห่างพอควร ยาวประมาณ ๑๘ นิ้ว นำไม้ไผ่ทั้งลำมาตัด หรือเลื่อยเป็นท่อน ๆ โดยมีข้อต่อที่ก้นกระบอก จากนั้นนำ ”ข้าวเหนียว” ที่มีกะทิผสมเรียบร้อยแล้ว ใส่กระบอกนำไปเผาไฟที่ลานบ้าน โดยขุดดินเป็นรางตื้น ๆ เป็นที่ตั้งกระบอกข้าวหลาม ส่วน ๒ ด้านของกระบอกข้าวหลาม ก่อกองไฟขนานไปกับข้าวหลาม บางบ้านใช้ต้นไม้ที่ตายแล้วทั้งต้นมาเป็นเชื้อเพลิง เช้าวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ชาวบ้านจะนำข้าวหลาม จนมจีนไปทำบุญที่วัด
การทำบุญข้าวหลามของชาว ”ลาวเวียง” ยังคงทำกันตามประเพณีดั้งเดิม และผสมผสานกับประเพณีไทยก็คือ การปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลองที่วัดเขาดงยาง (วัดสุวรรณคีรี) เขตตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา กลางเดือน ๓ ชาวบ้าน “ลาวเวียง” ซึ่งอยู่ห่างจากวัดดงยาง ประมาณ ๔ – ๖ กิโลเมตร ต้องเดินทางด้วยเท้าไปปิดทอง โดยใช้เส้นทางผ่านบ้านหัวสำโรง ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว ซึ่งมีชาวไทยเชื้อสายเขมร ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นจำนวนมาก ประเพณี บุญข้าวหลาม จึงแพร่หลายสู่บ้านหัวสำโรง และรับเป็นประเพณีของชนกลุ่มตน เป็นประเพณี “ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม” ของชาวชุมชนหัวสำโรง ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา มาจนถึงทุกวันนี้